เมิน..ปริญญา !!!เด็กไทยยุค5G เน้นสร้างรายได้เอง หลังจบ ม. ปลาย

 เมื่อมีระบบทีแคส 2561 ขึ้นมาทำให้ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ทราบว่ามีนักเรียนลงทะเบียนทีแคส 2562 ในระบบไม่ถึง 300,000 คน เพราะเด็กมีจำนวนน้อยลง เด็กไม่สนใจที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเพราะเทคโนโลยีกว้างไกล เด็กมีความรักอิสระมากขึ้นและในปีหน้าจะน้อยลงไปอีก ดังนั้นถึงเวลาที่มหาวิทยาลัยจะต้องปรับตัวรองรับสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคต 

 สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวว่า ตามที่ประชุม ทปอ. ได้หารือถึงประเด็นสถานการณ์ของอุดมศึกษาไทยในปี 2562 ซึ่งสรุปว่า มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งควรจะมีการปรับตัว  โดยดูจากผลการเปิดรับสมัครลงทะเบียนของทีแคส 2562 พบว่ามีผู้มาลงทะเบียนในระบบไม่ถึง 300,000 คน ซึ่งจำนวนนี้ถือเป็นจำนวนที่น้อยกว่าปีที่ผ่านมามาก และทปอ.ได้รวบรวมข้อมูลมหาวิทยาลัย คณะ สาขาวิชา องค์ประกอบ เกณฑ์ และจำนวนรับนิสิตนักศึกษา จากมหาวิทยาลัยทั้ง 92 แห่ง พบว่าปีการศึกษา 2562 มีจำนวนรับรวมกัน 390,120 คน ดังนั้น ทปอ.การันตรีได้เลยว่าจำนวนที่นั่งที่มหาวิทยาลัยเปิดรับมีมากกว่าจำนวนนักเรียน 2 เท่าแน่นอน

“ปี 2562 จะเป็นปีที่น่ากลัวมากสำหรับมหาวิทยาลัยในประเทศไทยเมื่อมีระบบทีแคส 2561 ขึ้นมา ทำให้ ทปอ.ทราบปัญหานี้ทันที และในปีหน้าคิดว่ามหาวิทยาลัยมาถึงจุดเผาแล้ว คือเด็กมีจำนวนน้อยลง เด็กไม่สนใจที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเพราะเทคโนโลยีกว้างไกล เด็กมีความรักอิสระมากขึ้น ดังนั้น ทปอ.จึงมีมติตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการเรียนรู้ระดับอุดมศึกษา (University Learning Reform Committee) โดยมีนายศักรินทร์ ภูมิรัตน รองประธาน ทปอ. เป็นประธาน ซึ่งทปอ. จะเข้าไปลงทุนทั้งกำลังคน กำลังเงินในการปฏิรูปเรื่องการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย เพราะการปฏิรูปครั้งนี้หากมหาวิทยาลัยไปทำกันเองจะต้องใช้งบประมาณในการลงทุนมาก ทปอ.จึงเข้ามาช่วยเป็นศูนย์กลางในการปฏิรูปให้” สุชัชวีร์ กล่าว

 อย่างไรก็ตามตอนนี้ถึงเวลาที่มหาวิทยาลัยต้องปรับตัว เช่น วิชาเลือกต้องมีมากขึ้นและมีวิชาบังคับน้อยลง หรือการปรับหลักสูตรบางหลักสูตรที่ล้าหลัง ไม่ทันสมัย ไม่มีความยืดหยุ่น หรืออาจจะเปิดให้นักศึกษาที่เรียนจบมาแล้วมีความรู้ทั้งศาสตร์และศิลป์ จบมามีปริญญา 2-3 ใบ อาจจะจูงใจให้เด็กเข้ามาเรียนได้มากขึ้น เป็นต้น ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยที่มีศักยภาพในการสอนแม้จะมีนักศึกษาเข้ามาเรียนน้อยแต่สามารถนำนักศึกษาที่เรียนจบไปแล้ว หรือคนอายุ 60-70 ปี ที่ยังมีกำลังและสติปัญญากลับเข้ามาเรียนใหม่ได้หรือไม่


          ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การเรียนรู้ในยุค 4.0 คือการเรียนข้ามศาสตร์ เพราะศาสตร์เดียวมันไปไม่ได้เพราะในอนาคตจะเกิดการแข่งขันอย่างสูง ส่งผลให้เกิดการ disruption กันอย่างรวดเร็ว โลกจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ แต่เด็กจะลดลงอย่างมหาศาล ยกตัวอย่างเมื่อ 20 ปีก่อนอัตราการเกิดของเด็กไทยอยู่ที่ประมาณ 1.1 ล้านคนต่อปี

 แต่ล่าสุดลดลงเหลือ 6.7 แสนคนต่อปี เข้ามหาวิทยาลัยแค่ 3 แสนคน ฉะนั้นลูกค้าหลักของมหาวิทยาลัยจะไม่ใช่เด็กมัธยมอีกแล้ว ขณะที่ความต้องการตลาดแรงงานเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากแรงงานคนกลายเป็นเทคโนโลยีสถาบันการศึกษากลับไปทบทวนและเตรียมการ เพราะผมเชื่อว่าอีก 4-5 ปีมันจะ disrupt มากกว่านี้ มหาวิทยาลัยอาจจะปิดจำนวนหนึ่ง เพราะไม่มีเด็กเข้าเรียน
     

          มหาวิทยาลัยยังต้องปรับตัวเป็นเน้นการพัฒนาอาชีพ ยึดตัวผู้เรียนเป็นสำคัญ เติมเต็มความรู้และทักษะที่จำเป็นหรือสิ่งที่ขาด สร้างการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงจากนอกโรงเรียน กระตุ้นให้เกิดการคิดวิเคราะห์ได้ต้องเน้นให้เรียนรู้ได้ทุกช่วงอายุรวมถึงเน้นหลักสูตรที่ไม่มีประกาศนียบัตรหรือปริญญา เป็นการสอนที่ทำให้บัณฑิตประสบความสำเร็จในการทำงาน และการเป็นพลเมืองของโลกในศตวรรษที่ 21 และทั้งหมดเป็นสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นถ้ามหาวิทยาลัยไม่ปรับตัวจะไปไม่รอดและจะต้องล้มหายตายจากไป

   
          ผศ.ดร.วันชัย สุทธะนันท์   อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร (มศก.) กล่าวว่า โลกอนาคตตัวป้อนสถาบันการศึกษาไม่ใช่วัย 18-24 ปีแล้วหลักสูตรต่างๆ จึงต้องปรับตามเน้นระยะสั้นตอบสนองความต้องการคนวัยทำงานและผู้สูงอายุ เพราะว่าผู้เรียนต้องการเรียนเพิ่มเติมในองค์ความรู้ที่ขาดอยู่และนำไปใช้วิชาชีพได้ในระยะเวลาสั้น ไม่ต้องการเรียนตามหลักสูตร สถาบันการศึกษาจึงมีความจำเป็นที่ต้องปิดหลักสูตรที่ไม่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด และเปิดหลักสูตรระยะรองรับผู้ที่ทำงานและผู้สูงอายุที่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น


          สถาบันการศึกษาจึงต้องพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเรียนการสอนที่ทันสมัยควบคู่ไปกับการให้บริการที่ตอบสนองความต้องการของนักศึกษารวมถึงการพัฒนา Co-learning space และ Co-working space สำหรับการเรียนรู้และการทำงานร่วมกันของนักศึกษา การจัด Maker space ให้นักศึกษาได้ทดลองสร้างผลงานตามแนวคิดของตัวเองผ่านอุปกรณ์ทันสมัย
   

          ผศ.ดร.อันธิกา สวัสดิ์ศรี คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า ภาพรวมของอุดมศึกษาในปี 2562 นี้ มหาวิทยาลัยไม่ใช่ทำหน้าที่เพียงผลิตบัณฑิตเท่านั้น แต่ต้องทำวิจัย บริการวิชาการทำงานร่วมกับภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมต้องนำโจทย์จากภาคอุตสาหกรรมมาใช้ในด้านการวิจัย สร้างนวัตกรรมเพราะขณะที่กระบวนการเรียนการสอนต้องรู้จักการนำเทคโนโลยีที่มีอยู่มาใช้ในการเรียนการสอนให้มากที่สุด


          เนื่องจากเด็กรุ่นใหม่สามารถค้นหาความรู้ได้เร็วกว่าที่อาจารย์ยืนสอนอยู่หน้าชั้นเรียน ดังนั้นมหาวิทยาลัยต้องปรับรายวิชาที่เหมาะกับเด็ก นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนการสอน การเพิ่มมูลค่าสินค้า ผลิตภัณฑ์ของประเทศ และคุณภาพชีวิตของคนไทย


          “ครูอาจารย์ไม่ใช่ผู้ทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ตามตำราหรือข้อมูลต่างๆ เท่านั้น แต่ต้องเป็นผู้ช่วยกลั่นกรองต้องเป็นโค้ช ทำอย่างไรให้ความรู้ที่มีอยู่เกิดประโยชน์ต่อเด็กมากที่สุด ครูต้องรู้ให้รอบ และรู้มากกว่านักศึกษาซึ่งอาจารย์และมหาวิทยาลัยต้องปรับตัว เป็นโค้ชให้นิสิตนักศึกษาแล้วต้องเป็นนักสร้างนวัตกรรม นักวิจัยและทำให้บัณฑิตรุ่นใหม่สร้างสิ่งใหม่ๆ แก่ประเทศไทย”


          จากนี้ไปในอนาคตของมหาวิทยาลัยต้องไม่ใช่รั้วที่ปิดกั้น ต้องเป็นศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต เปิดตัวเองเปิดความรู้ ขยายรั้วคุณภาพ ทำให้มหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ของทุกคน เพราะองค์ความรู้ไม่ได้อยู่เฉพาะเด็ก ม.6 มาเรียน แต่องค์ความรู้ได้จากโจทย์ชีวิตจริง ต้องผลิตบัณฑิตที่ปรับตัว มีทักษะยืดหยุ่น มีทัศนคติที่ดี เท่าทันการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สร้างคนรุ่นใหม่ที่ทำงานได้หลากหลาย เป็นนักนวัตกรรม นักออกแบบสร้างสรรค์

เคดิตข้อมูล
komchadluek.net
หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ – qualitylife4444@gmail.com 
         


   


   


         


         




https://www.komchadluek.net

เปิดอบรมลูกเสือที่เชียงราย

เมื่อวันพุธที่ 9 ตุลาคม 2562 เวลา 8.30 น. นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมบุคลากรทางการลูกเสือ หลักสูตรวิชากำกับลูกเสือ ขั้นความรู้ทั่วไป และหลักสูตรวิชาผู้กำกับลูกเสือสามัญ ขั้นความรู้เบื้องต้น (B.T.C) ของครูในสถานศึกษาเอกชนในพื้นที่สำนักงานศึกษาธิการภาค 16 โดยมีนายภาสกร บุญญลักษม์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายกวินทร์เกียรติ นนธ์พละ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาเอกชน ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารระดับท้องถิ่น ผู้บังคับการและบุคลากรทางการลูกเสือ ให้การต้อนรับและเข้าร่วมงาน ณ พุทธมณฑลสมโภช 750 ปี เมืองเชียงราย อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ในฐานะได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลงานของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ จึงให้ความสำคัญและมาพบปะให้โอวาทแก่ครูและบุคลากรโรงเรียนเอกชน จากทั้งจังหวัดเชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน ที่เข้าร่วมอบรมกว่า 80 คน ในครั้งนี้ ด้วยตนเอง และเพื่อสืบสานพระราชปณิธาน พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ผู้ทรงก่อตั้งกิจการลูกเสือไทย และพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ จนมาถึงในรัชสมัยของในหลวงรัชกาลที่ 9 และในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงมีพระราโชบายที่จะสืบสานกิจการลูกเสือให้คงอยู่คู่สังคมไทย ตลอดจนประชาชนชาวไทยเองก็ให้ความสำคัญ และพร้อมจะสืบสาน รักษา และต่อยอดงานลูกเสือให้เกิดความยั่งยืนเช่นกัน

จึงขอฝากให้ครูทุกคน นอกจากจะทำหน้าที่ของครู ที่มีจิตวิญญาความเป็นครูแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเป็นผู้นำในเรื่องของความมีระเบียบวินัยและปฏิบัติตามคำปฏิญาณลูกเสือที่ให้ไว้ด้วย ในส่วนของ รมช.ศึกษาธิการ ยินดีที่จะช่วยผลักดันการพัฒนากิจการลูกเสืออย่างเต็มที่ เช่นการจัดสรรงบประมาณเพื่อให้ครูเอกชนได้รับการอบรม และพัฒนาศัยภาพอย่างเต็มที่ในครั้งนี้ ทั้งยังได้ริเริ่มจัดตั้งกองลูกเสือมัคคุเทศก์ พร้อมลงนามความร่วมมือกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อร่วมกันพัฒนาลูกเสือ ครู และบุคลากรสังกัด สพฐ. กศน. และ สช. ตามหลักสูตรของลูกเสือนำร่องใน 9 จังหวัด พร้อม ๆ กับเพิ่มพูนการสื่อสารภาษาอังกฤษ ภาษาอื่น และภาษาถิ่น และหลักสูตรจิตอาสา 904 เพื่อเป็นจิตอาสาบริการและแนะนำการท่องเที่ยวในท้องถิ่นตามอัตลักษณ์ของแต่ละจังหวัด โดยผู้ผ่านการอบรมจะได้รับ ประกาศนียบัตรในหลักสูตรลูกเสือและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สามารถสะสมเครดิตเพื่อประโยชน์ในการเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น การเป็นมัคคุเทศก์มืออาชีพ หรืออาจจะได้เป็นตัวแทนลูกเสือไทยเข้าร่วมโครงการของสำนักงานลูกเสือในเวทีระดับนานาชาติต่อไป

ท้ายสุดนี้ ขอยกย่องเชิดชูเกียรติ ผู้ผ่านการอบรมลูกเสือหลักสูตรต่าง ๆ ตลอดจนข้าราชการเกษียณและบุคลากรทางการลูกเสือ ที่อุทิศตนและพากเพียรทำงานด้วยหัวใจของความเป็นลูกเสืออย่างสม่ำเสมอ เพื่อพัฒนากิจการลูกเสือให้เจริญก้าวหน้า คงไว้ซึ่งเกียรติยศและศักดิ์ศรี เป็นแบบอย่างอันดีของประเทศชาติ ในขณะเดียวกัน ก็สร้างบุคลากรที่สามารถปรับตัวเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงสู่โลกในศตวรรษที่ 21 ได้ ทั้งนี้ ขอความร่วมมือร่วมใจผู้บริหาร ครู และบุคลากรทั้งในจังหวัดเชียงราย และอีก 3 จังหวัด บูรณาการแก้ไขปัญหาด้วยปัญญาและพลังของชาวกระทรวงศึกษาธิการ ผ่านคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด เฉกเช่นเดียวกับรัฐมนตรีทั้ง 3 คน ที่ทำงานร่วมกันเป็นทีม สิ่งใดที่อยู่ในความรับผิดชอบจะดำเนินการอย่างเต็มที่ ในขณะเดียวกันก็พร้อมสนับสนุนงานอื่น ๆ ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะเป็นมิติใหม่ในการทำงานเชิงสร้างสรรค์ เพื่อขับเคลื่อนการศึกษาไทยให้มีคุณภาพ ทัดเทียมนานาอารยประเทศ แต่ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ความเป็นไทยอย่างยั่งยืน

เคดิต เวปกระทรวงศึกษาธิการ
นวรัตน์ รามสูต: สรุป/เรียบเรียง
อิทธิพล รุ่งก่อน: ถ่ายภาพ
กลุ่มประชาสัมพันธ์ สร.ศธ.: รายงาน
9/10/2562

สช. จัดอบรมเทคนิคการจัดการเรียนรู้ ยกระดับผลการเรียนคณิตศาสตร์ระดับประถมศึกษา

เนื้อหาข่าวสาร ดร.กวินทร์เกียรติ นนธ์พละ รองเลขาธิการ รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เป็นประธานเปิดโครงการพัฒนาครูโรงเรียนเอกชนเพื่อส่งเสริมการจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 การอบรมเทคนิคการจัดการเรียนรู้โดยใช้ค่ายกิจกรรมคณิตศาสตร์เพื่อยกระดับผลการเรียนคณิตศ

าสตร์ ระดับประถมศึกษา โดยมี ประธานคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชนจังหวัดปทุมธานี คณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชนจังหวัด (ปส.กช.) จังหวัดนนทบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดนครปฐม และจังหวัดสมุทรปราการ ผู้บริหารโรงเรียนเอกชน และคณะครูโรงเรียนเอกชน เข้าร่วมในพิธีเปิด เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2562 ณ โรงแรมดิไอเดิล เซอร์วิส เรสซิเดนซ์ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี



ดร.กวินทร์เกียรติ นนธ์พละ รองเลขาธิการ รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เป็นประธานเปิดโครงการพัฒนาครูโรงเรียนเอกชนเพื่อส่งเสริมการจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 การอบรมเทคนิคการจัดการเรียนรู้โดยใช้ค่ายกิจกรรมคณิตศาสตร์เพื่อยกระดับผลการเรียนคณิตศาสตร์ ระดับประถมศึกษา โดยมี ประธานคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชนจังหวัดปทุมธานี คณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชนจังหวัด (ปส.กช.) จังหวัดนนทบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดนครปฐม และจังหวัดสมุทรปราการ ผู้บริหารโรงเรียนเอกชน และคณะครูโรงเรียนเอกชน เข้าร่วมในพิธีเปิด เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2562 ณ โรงแรมดิไอเดิล เซอร์วิส เรสซิเดนซ์ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี


ที่มา : https://opec.go.th/web/index.php/2019/10/17/b-193/

เด็กวิศวะ ม.กรุงเทพ โชว์ฝีมือ! เกาหลีส่งเทียบเชิญแข่งหุ่นยนต์โลก กองทุน ดร.สุพงษ์ฯ พร้อมหนุน

เมื่อปลายปี 2561 ได้เกิดปรากฏการณ์ที่สร้างความฮือฮาให้แก่แวดวงการศึกษาไม่ใช่น้อย เมื่อภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และหุ่นยนต์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้ริเริ่มโครงการ Young AI Robotics ขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนทุนทรัพย์จากประธานกองทุน ดร.สุพงษ์ ลิ้มธนากุล เนื่องจากเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มีการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการสร้างหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ให้แก่คณะครูและนักเรียนจาก 10 โรงเรียนทั่วประเทศเป็นเวลา 3 ปีเต็ม พร้อมทั้งมอบหุ่นยนต์ TurtleBot3 เพื่อนำไปใช้สำหรับการเรียนรู้และต่อยอดทักษะให้แก่ทุกโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ กระทั่งมีอีกหลายโรงเรียนแสดงความจำนงว่าอยากเข้าร่วมโครงการเช่นกัน มหาวิทยาลัยกรุงเทพและกองทุน ดร.สุพงษ์ ลิ้มธนากุล จึงเตรียมจะจัดโครงการ Young AI Robotics รุ่น 2 ขึ้นในปลายปีนี้

นอกจากข่าวดีสำหรับโรงเรียนที่อยากเข้าร่วมโครงการแล้ว ยังมีข่าวดีสำหรับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ด้วย เนื่องจากทางบริษัท Robotis จำกัด เจ้าภาพจัดการแข่งขันหุ่นยนต์ระดับนานาชาติ TurtleBot3 AutoRace จากประเทศเกาหลี ได้มองเห็นความโดดเด่นของโครงการ Young AI Robotics และศักยภาพของนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่ทำหน้าที่ผู้ช่วยสอนประจำโครงการ จึงส่งเทียบเชิญให้นักศึกษากลุ่มนี้บินไปเข้าร่วมแข่งขันถึงแดนกิมจิในฐานะทีมเชิญ (Invited Team) จากประเทศไทย ชิงเงินรางวัลกว่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 300,000 กว่าบาท ในเดือนมกราคมที่จะถึงนี้

ดร.สุพงษ์ ลิ้มธนากุล รองอธิการบดีอาวุโสด้านกิจการภายนอก มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ประธานกองทุน ดร.สุพงษ์ ลิ้มธนากุล ผู้สนับสนุนโครงการ Young AI Robotics ทั้ง ๒ รุ่น กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่โครงการได้รับความสนใจถึงระดับนานาชาติ ดร.สุพงษ์ ลิ้มธนากุล จึงสนับสนุนค่าใช้จ่ายทั้งหมดสำหรับการฝึกซ้อมและการบินไปชิงแชมป์ในครั้งนี้ เพื่อจะต่อยอดความสำเร็จให้แก่นักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพในการทำหน้าที่ตัวแทนประเทศไทย

“แต่เดิมผมคิดแค่ว่า โครงการ Young AI Robotics จะช่วยบ่มเพาะทักษะด้านหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ให้นักเรียนมีทักษะสำหรับสาขาวิชาและตลาดงานแห่งโลกอนาคต และจะกลายเป็นบุคลากรที่มีส่วนผลักดันประเทศชาติให้ก้าวหน้าเท่านั้น แต่ปรากฏว่าโครงการนี้กลับสามารถต่อยอดและขยายผลเกินความคาดหมาย เพราะไม่เพียงโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ แต่นักศึกษาที่ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยสอนก็สามารถพัฒนาทักษะด้านหุ่นยนต์จนได้รับเชิญให้ไปแข่งที่เกาหลี ผมจึงยินดีมากที่จะช่วยสานต่อความสำเร็จให้เด็กๆ เพราะไม่ว่าผลการแข่งขันจะเป็นเช่นไร เด็กๆ ก็ย่อมได้รับประสบการณ์ล้ำค่าที่ไม่อาจหาได้ง่ายๆ และผมก็พร้อมจะสนับสนุนโครงการดีๆ เช่นนี้ต่อไปในอนาคต” ดร.สุพงษ์ ลิ้มธนากุล กล่าว

ขณะที่นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ทั้ง 3 คนของทีมมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้แก่ นายสิปปนันท์ ปัทมผดุงศักดิ์ นายวสันต์ อินผิว และนายจารุวัฒน์ ด้วงนิล ก็กำลังฝึกซ้อมอย่างหนักภายใต้การควบคุมและฝึกซ้อมของ ดร.อัครพงษ์ เอกศิริ อาจารย์สุรเชษฐ์ โทวราภา และอาจารย์กฤตนัท หิรัญคุณโชติ ซึ่งเป็นอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ โดยนักศึกษาทั้งสามคนกล่าวว่า รู้สึกดีใจมากที่ได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันระดับโลกครั้งนี้ เพราะเป็นโอกาสที่ไม่คาดฝัน และไม่ว่าผลการแข่งขันจะเป็นอย่างไร ก็ตั้งใจจะนำประสบการณ์ที่ได้รับกลับมาพัฒนาตนเอง พร้อมทั้งถ่ายทอดความรู้จากเวทีนี้ให้แก่ผู้อื่นต่อไป
การจะสร้างบุคลากรของชาติป้อนโลกอนาคตที่ถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีนั้น ไม่สามารถใช้ความรู้ทางวิชาการจากตำราเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องอาศัยการลงมือฝึกหัดปฏิบัติจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือประสบการณ์นอกห้องเรียน ดังเช่นนักศึกษากลุ่มนี้ที่จะได้ไปเก็บเกี่ยวถึงต่างแดน เพราะนี่คือความมุ่งมั่นตั้งใจร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยกรุงเทพและกองทุน ดร.สุพงษ์ ลิ้มธนากุล ในการปั้นโครงการ Young AI Robotics ขึ้น เพื่อบ่มเพาะทรัพยากรมนุษย์ของชาติให้มีความสามารถทัดเทียมนานาประเทศและรู้เท่าทันเทคโนโลยีโลก